จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

ดวงอาทิตย์

                                    ดวงอาทิตย์


ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะของเรา ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้อย และดาวหาง ล้วนแล้วแต่โคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่สำคัญยิ่งต่อโลก เช่น ให้พลังงานแก่พืชในรูปของแสง และพืชก็เปลี่ยนแสงให้เป็นพลังงานในการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นน้ำตาล ตลอดจนทำให้โลกมีสภาวะอากาศหลากหลาย เอื้อต่อการดำรงชีวิต
ดวงอาทิตย์ประกอบด้วยไฮโดรเจนอยู่ร้อยละ 74 โดยมวล ฮีเลียมร้อยละ 25 โดยมวล และธาตุอื่น ๆ ในปริมาณเล็กน้อย ดวงอาทิตย์จัดอยู่ในสเปกตรัม G2V ซึ่ง G2 หมายความว่าดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิพื้นผิวประมาณ 5,780 เคลวิน (ประมาณ 5,515 องศาเซลเซียส หรือ 9,940 องศาฟาเรนไฮ) ดวงอาทิตย์จึงมีสีขาว แต่เห็นบนโลกเป็นสีเหลือง เนื่องจากการกระเจิงของแสง ส่วน V (เลข 5) บ่งบอกว่าดวงอาทิตย์อยู่ในลำดับหลักผลิตพลังงานโดยการหลอมไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม และอยู่ในสภาพสมดุล ไม่ยุบตัวหรือขยายตัว
ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากศูนย์กลางดาราจักรทางช้างเผือกเป็นระยะทางโดยประมาณ 26,000 ปีแสง ใช้เวลาโคจรครบรอบดาราจักรประมาณ 225-250 ล้านปี มีอัตราเร็วในวงโคจร 215 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 1 ปีแสง ทุก ๆ 1,400 ปี[4]

ภาพรวมเกี่ยวกับดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์จัดเป็นดาวฤกษ์รุ่นที่ 3 ซึ่งสันนิษฐานกันว่า ก่อตัวขึ้นโดยอิทธิพลของมหานวดาราที่อยู่ใกล้ ๆ [5] เพราะมีการค้นพบธาตุหนัก เช่นทองคำและยูเรเนียมในปริมาณมาก ซึ่งธาตุเหล่านี้อาจเกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ชนิดดูดความร้อนขณะที่เกิดมหานวดารา หรือการดูดซับนิวตรอนในดาวฤกษ์รุ่นที่สองซึ่งมีมวลมาก
ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่ให้พลังงานแก่โลก ซึ่งปริมาณของพลังงานนี้ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่เราเรียกว่า ค่าคงตัวสุริยะ (solar constant) บนโลก (หรือระยะ 1 หน่วยดาราศาสตร์จากดวงอาทิตย์) มีค่าคงตัวสุริยะโดยเฉลี่ยที่ 1,370 วัตต์ต่อตารางเมตร ทว่าพลังงานที่โลกได้รับมีค่าน้อยลง ด้วยเพราะบรรยากาศโลกได้สกัดกั้นออกไป จนเหลือเพียง 1,000 วัตต์ต่อตารางเมตร เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะและท้องฟ้าโปร่ง ทว่ายังอันตรายอยู่มาก หากแต่ธรรมชาติได้ให้พืชทำการดูดพลังงานเหล่านี้ไปใช้ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นชีวมวล และเมื่อพืชเหล่านั้นตายลง ก็เกิดกระบวนการทับถมจมลงไปใต้พื้นดินจนเกิดเป็นถ่านหินและน้ำมัน นอกจากนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนจุดนี้จากวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการนำเซลล์สุริยะมาติดตั้งกลางแจ้ง เพื่อแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าต่อไป
แม้รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์จะเป็นตัวการที่ทำให้ผิวหนังคล้ำเสีย แต่ก็ยังมีคุณสมบัติในการกำจัดแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เรานิยมตากอาหารบางชนิดกลางแดดเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น และยังเป็นตัวช่วยสังเคราะห์วิตามินดีด้วย รังสีอัลตราไวโอเลตส่วนมากถูกสกัดกั้นโดยชั้นบรรยากาศ และทะลุลงมายังพื้นโลก บนพื้นโลกที่ละติจูดต่างกัน ความเข้มของรังสียูวีก็มีความต่างกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการกระจายของประชากรมนุษย์สีผิวต่าง ๆ กัน[6]
ดวงอาทิตย์จัดว่าเป็นดาวฤกษ์ที่มีอำนาจแม่เหล็กมากดวงหนึ่ง ซึ่งอำนาจแม่เหล็กนี้เองที่ทำให้เกิดจุดดำบนผิวดวงอาทิตย์ เพลิงสุริยะ (solar flare) และการเปลี่ยนแปรของลมสุริยะ ที่สังเกตได้บนโลกก็คือ เกิดแสงเหนือแสงใต้ และเกิดการติดขัดของระบบสื่อสาร ทว่านักดาราศาสตร์เชื่อว่าสิ่งนี้มีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของระบบสุริยะ
ถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์จะได้รับการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ทว่าคำถามที่ไม่สามารถตอบได้คือ ทำไมชั้นบรรยากาศรอบนอกดวงอาทิตย์ (โคโรนา) จึงมีอุณหภูมิสูงกว่า 1 ล้านเคลวิน ขณะที่ส่วนที่เรามองเห็นดวงอาทิตย์ (โฟโตสเฟียร์) กลับมีอุณหภูมิต่ำกว่า 6,000 เคลวิน ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเกี่ยวกับฟิสิกส์ว่าด้วยเพลิงสุริยะและพวยเพลิงสุริยะ (prominence) วัฏจักรจุดดำบนดวงอาทิตย์ ต้นกำเนิดของลมสุริยะ และกิจกรรมทางแม่เหล็ก เช่น การเกิดสนามแม่เหล็ก การเกิดเส้นแรงแม่เหล็ก ระหว่างชั้นโครโมสเฟียร์กับชั้นโคโรนา

ปัจจุบันและอนาคตของดวงอาทิตย์[

ตามการศึกษาแบบจำลองคอมพิวเตอร์ว่าด้วยวัฏจักรดาวฤกษ์ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าดวงอาทิตย์มีอายุประมาณ 4,570 ล้านปี[7] ในขณะนี้ดวงอาทิตย์กำลังอยู่ในลำดับหลัก ทำการหลอมไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม โดยทุก ๆ วินาที มวลสารของดวงอาทิตย์มากกว่า 4 ล้านตันถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดวงอาทิตย์ใช้เวลาโดยประมาณ 1 หมื่นล้านปีในการดำรงอยู่ในลำดับหลัก
เมื่อไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงของดวงอาทิตย์หมดลง วาระสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก็มาถึง (คือการพ้นไปจากลำดับหลัก) โดยดวงอาทิตย์จะเริ่มพบกับจุดจบคือการแปรเปลี่ยนไปเป็นดาวยักษ์แดงภายใน 4-5 พันล้านปี ผิวนอกของดวงอาทิตย์ขยายตัวออกไป ส่วนแกนนั้นยุบตัวลงและร้อนขึ้นสลับกับเย็นลง มีการหลอมฮีเลียมเป็นคาร์บอนและออกซิเจนที่อุณหภูมิราว 100 ล้านเคลวิน จากสถานการณ์ข้างต้นดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์จะกลืนกินโลกให้หลอมลงไปเป็นเนื้อเดียวกัน แต่จากรายงานวิจัยฉบับหนึ่ง[8]ได้ศึกษาพบว่าวงโคจรของโลกจะตีตัวออกห่างดวงอาทิตย์เพราะมวลของดวงอาทิตย์ได้สูญเสียไป จนแรงดึงดูระหว่างมวลมีค่าลดลง แต่ถึงกระนั้น น้ำทะเลก็ถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์เผาผลาญจนระเหยสิ้นไปในอวกาศ และบรรยากาศโลกก็อันตรธานไปจนไม่เอื้อแก่ชีวิตต่อมาได้มีการค้นพบ ว่าดวงอาทิตย์นั้นจะสว่างขึ้น 10 เปอร์เซนต์ ทุก ๆ 1000 ล้านปี ถึงตอนนั้นโลกก็ไม่อาจจะเอื้อ ต่อสิ่งมีชีวิตไปก่อนแล้ว เวลาของสิ่งมีชีวิตบนโลก จึงเหลือแค่ 500 ล้านปีเท่านั้น
แผนภาพชีวิตดวงอาทิตย์
หลังจากที่ดวงอาทิตย์ได้ผ่านสภาพการเป็นดาวยักษ์แดงแล้ว อุณหภูมิจากปฏิกิริยาการหลอมฮีเลียมที่เพิ่มสลับกับลงภายในแกน ก็จะเป็นตัวการให้ผิวดวงอาทิตย์ด้านนอกผละตัวออกจากแกน เกิดเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ แล้วอันตรธานไปในความมืดมิดของอวกาศ และเป็นวัสดุสำหรับสร้างดาวฤกษ์และระบบสุริยะรุ่นถัดไป ส่วนแกนที่เหลืออยู่ก็จะกลายเป็นดาวแคระขาวที่ร้อนจัดและมีแสงจางมาก ก่อนจะดับลงกลายเป็นดาวแคระดำ จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือชีวิตของดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยถึงปานกลาง[8][9]

โครงสร้าง


ดวงอาทิตย์เป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มีมวลคิดเป็นร้อยละ 99 ของระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีรูปทรงเกือบเป็นทรงกลม โดยมีความแบนที่ขั้วเพียงหนึ่งในเก้าล้าน[10] ซึ่งหมายความว่าความแตกต่างของเส้นผ่านศูนย์กลางที่ขั้วกับเส้นผ่านศูนย์กลางที่เส้นศูนย์สูตรมีเพียง 10 กิโลเมตร จากการที่ดวงอาทิตย์มีเฉพาะส่วนที่เป็นพลาสมา ไม่มีส่วนที่เป็นของแข็ง ทำให้อัตราเร็วของการหมุนรอบตัวเองในแต่ละส่วนมีความต่างกัน เช่นที่เส้นศูนย์สูตรจะหมุนเร็วกว่าที่ขั้ว ที่เส้นศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์มีคาบการหมุนรอบตัวเอง 25 วัน ส่วนที่ขั้วมีคาบ 35 วัน แต่เมื่อสังเกตบนโลกแล้วจะพบว่าคาบของการหมุนรอบตัวเองที่เส้นศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์คือ 28 วัน
ดวงอาทิตย์มีความหนาแน่นมากที่สุดบริเวณแกน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงาน และมีค่าน้อยลงเกือบเป็นรูปเอ็กโพเนนเชียลตามระยะทางที่ห่างออกมาจากแกน และแม้ว่าภายในดวงอาทิตย์นั้นจะไม่สามารถมองเห็นได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถศึกษาภายในได้ผ่านทางการใช้คลื่นสะเทือนในดวงอาทิตย์

แกน

ส่วนแกนของดวงอาทิตย์สันนิษฐานว่ามีรัศมีเป็น 0.2 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ ความหนาแน่นประมาณ 150,000 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ 150 เท่าของความหนาแน่นของน้ำบนโลก อุณหภูมิประมาณ 13,600,000 เคลวิน ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ของดวงอาทิตย์ ภายในแกนจะมีปฏิกิริยาฟิวชันลูกโซ่ โปรตอน-โปรตอน ซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม พลังงานที่ได้นี้ทำให้ส่วนที่เหลือของดวงอาทิตย์สุกสว่างและเปล่งแสง
ทุก ๆ วินาที จะมีนิวเคลียสของไฮโดรเจน 3.4×1038 ตัว ถูกแปรรูปเป็นฮีเลียม ผลิตพลังงานได้ 383×1024 จูล หรือเทียบได้กับระเบิดไตรไนโตรโทลูอีน (TNT) ถึง 9.15×1019 กิโลกรัม พลังงานจากแกนของดวงอาทิตย์ใช้เวลานานมากในการขึ้นสู่พื้นผิว อย่างมากเป็น 50 ล้านปี[11]อย่างน้อยเป็น 17,000 ปี[12]เพราะโฟตอนพลังงานสูง (รังสีเอกซ์และรังสีแกมมา) ถูกดูดกลืนไปในพลาสมา แล้วเปล่งพลังงานออกมาสลับกันเรื่อย ๆ ทุก ๆ ระยะไม่กี่มิลลิเมตร

เขตแผ่รังสีความร้อน[

ภาพประกอบโครงสร้างของดวงอาทิตย์
ในส่วนของเขตแผ่รังสีความร้อน (radiation zone) ซึ่งอยู่ในช่วง 0.2 ถึง 0.7 ส่วนของรัศมีดวงอาทิตย์ ในชั้นนี้ไม่มีการพาความร้อน (convection) เพราะอัตราความแตกต่างของอุณหภูมิเทียบกับระยะความสูงน้อยกว่าอัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิตามความสูงแบบอะเดียแบติก (adiabatic lapse rate) พลังงานในส่วนนี้ถูกนำออกมาภายนอกช้ามากดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว

เขตพาความร้อน

ในส่วนของเขตพาความร้อน (convection zone) ซึ่งอยู่บริเวณผิวนอกที่เหลือ เป็นส่วนที่พลังงานถูกถ่ายเทผ่านแท่งความร้อน (heat column) โดยเนื้อสารที่ร้อนและมีพลังงานเริ่มต้นจากด้านล่าง แล้วไหลขึ้นด้านบนจนถึงผิว จากนั้นถ่ายเทความร้อนและกลับลงไปใหม่ แท่งความร้อนสามารถสังเกตได้จาก “เกล็ด” บนภาพถ่ายผิวดวงอาทิตย์

โฟโตสเฟียร์

ในส่วนของโฟโตสเฟียร์ (photosphere) แปลว่า ทรงกลมแห่งแสง ซึ่งเป็นส่วนที่เรามองเห็นดวงอาทิตย์ แสงสว่างที่เปล่งในดวงอาทิตย์นั้นเกิดจากอิเล็กตรอนชนกับอะตอมไฮโดรเจนเกิดเป็น H-[13][14] เหนือชั้นนี้ แสงอาทิตย์ก็จะถูกปลดปล่อยออกมา และมีอุณหภูมิต่ำลงตามความสูงที่มากขึ้น จนทำให้สังเกตเห็นรอยมัวตรงขอบดวงอาทิตย์ในภาพถ่าย (ดังภาพถ่ายด้านบน)

บรรยากาศ

บรรยากาศของดวงอาทิตย์ประกอบด้วย 5 ชั้น ได้แก่ ชั้นอุณหภูมิต่ำสุด (temperature minimum) โครโมสเฟียร์(chromosphere) เขตเปลี่ยนผ่าน (transition region) โคโรนา (corona) และเฮลิโอสเฟียร์ (heliosphere) ตามลำดับจากต่ำไปสูง
ชั้นแรก ชั้นอุณหภูมิต่ำสุด มีอุณหภูมิประมาณ 4,000 เคลวิน และหนา 500 กิโลเมตร ชั้นถัดไปคือโครโมสเฟียร์ ซึ่งแปลว่ารงคมณฑล หรือทรงกลมแห่งสี เหตุที่เรียกชื่อนี้ก็เพราะเห็นเป็นแสงสีแวบขณะเกิดสุริยุปราคา ชั้นนี้หนา 2,000 กิโลเมตร มีอุณหภูมิติดลบถึง -100,000 องศาเซลเซียส ชั้นต่อไปเป็นเขตเปลี่ยนผ่านซึ่งอุณหภูมิอาจติดลบถึงล้านเคลวิน และยิ่งต่ำขึ้นไปอีกในชั้นโคโรนา ทำให้สิ่งนี้เป็นปัญหาคาใจนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการต่อเชื่อมทางแม่เหล็ก (magnetic connection) ชั้นที่เหลือชั้นสุดท้ายคือ เฮลิโอสเฟียร์ หรือสุริยมณฑล คือชั้นที่อำนาจของลมสุริยะสามารถไปถึง ซึ่งอาจมากกว่า 20 หน่วยดาราศาสตร์ (20 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์)

13 สัตว์น้ำจืดที่น่ากลัวที่สุด

13 สัตว์น้ำจืดที่น่ากลัวที่สุด

  1.ปิรันยา

เจ้าปลาที่มาชื่อเสียงในเรื่องเขี้ยวแหลมๆและการกินน่ากลัวเหล่าปิรันย่านั้นอาศัยอยู่ในแม่น้ำในทวีปอเมริกาใต้เจ้าปลากินทั้งเนื้อและสัตว์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในเรื่องความดุร้ายการเข้าโจมตีคนของปิรันย่านั้นจะไม่ค่อยเกิดขึ้นถึงแม้ว่าในอดีตจะมีเหล่านักสำรวจจะเข้าไปมากมายก็ตามปิรันย่านั้นคือสัตว์กินซากและนักล่าที่สำคัญในแม่น้ำบ้านเกิดซึ่งพวกมันก็มักจะกินกันเองเมื่ออาหารมีน้อยปิรันย่านั้นแบ่งออกได้มากมายหลายสปีชีส์ซึ่งทุกตัวมีความยาวประมาณ 30-60 ซม.
 
2.ปลาไหลไฟฟ้า

ปลาไหลไฟฟ้า (Electrophorus electricusนั้นมีบ้านเกิดอยู่ในแม่น้ำอะเมซอนแป่งอเมริกาใต้ พวกมันเป็ญาติใกล้ชิดกับปลาดุกมากกว่าปลาไหลถึงแม้ว่าจะมีหน้าเหมือนๆกันก็ตาม ปลาไหลไฟฟ้าล่าเหยื่อและป้องกันตัวเองโดยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง 500 โวลท์ที่สามารถฆ่าคนได้ พวกมันสามารถโผล่ขึ้นเหนือน้ำมาหุบอากาศได้ด้วยอวัยวะภายพิเศษ
 
3.แมงมุมกินนกยักษ์

แมงมุมขนาดใหญ่ที่ 2 ของโลก เจ้าแมงมุมกินนกยักษ์ (Theraphosa blondiนี้เป็นญาติกับทารันทูล่า พวกมันได้ชื่อนี้มาจากการที่นักสำรวจสมัยวิกตอเรียนพบเจ้านี้กินฮัมมิ่งเบิร์ดอยู่ แมงมุมกินนกยักษ์อาศัยอยู่ในป่าฝนทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ พวกมันมีขายาวได้ถึง 30และอาจจะหนักมากว่า 170 กรัม ถึงแม้ว่าเจ้าแมงมุมนี้จะมีชื่อเรียกว่าแมงมุมกินนก พวกมันก็ไม่ได้กินนกเป็นอาหารหลักแต่เป็นแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆมากกว่า แมงมุมกินนกยักษ์นั้นไม่อันตรายต่อคนแต่พวกมันก็จะกัดถ้าโดนรบกวน ซึ่งการกัดของเจ้านี้ก็เจ็บพอๆกับผึ้งต่อย นอกจากนั้น แมงมุมกินนกยักษ์ก็จะปล่อยขนเพื่อทำความระคายเคืองให้แก่ผิวหนังอีกด้วย
 
4.ปลาเสือ

เจ้านี้มีถิ่นที่อยู่ในแอฟริกาปลาเสือนั้นคือนักล่าน่ากลัวที่เต็มไปด้วยฟันแหลมๆเจ้านี้มักจะล่าเป็นฝูงและในบางครั้งก็จะกินสัตว์ขนาดใหญ่ปลาเสือนั้นเป็นปลาบิ๊กบอสสำหรับนักตกปลาซึ่งพวกมันหนักได้ถึง 50 กก.
 
5.จระเข้แม่น้ำไนล์

เจ้าสัตว์เลื้อยคลานที่พบได้ทั่วไปในแอฟริกา (เห็นกันบ่อยๆในสารคดี)จระเข้แม่น้ำไนล์คือหนึ่งในสัตว์ที่ดุร้ายและน่ากลัวที่สุดในโลกปรกติกแล้วตัวผู้จะยาวตั้งแต่ 3.5-5 เมตรแต่ในบางครั้งก็เกิน 5.5 เมตรเจ้าจระเข้เหล่านี้จะเข้าโจมตีอะไรก็ตามที่มีขนาดเท่าๆกันเหรือเล็กกว่าในบางครั้งพวกมันก็ล่าเป็นฝูงซึ่งทำให้สามารถล่าสัตว์ขนาดเท่าๆกับฮิปโปหรือแรดได้ในบางครั้งจระเข้แม่น้ำไนล์ก็จะล่าคนกินซึ่งความตายจากจระเข้นั้นนับเป็นจำนวนในหลักร้อย-หลักพันต่อปีถึงแม้ว่าเจ้านี้จะดูน่ากลัวพวกมันก็ไม่สามารถรอดพ้นความละโมบและอาวุธของมนุษย์ไปได้จระเข้แม่น้ำไนล์นั้นถูกมนุษย์ล่าเพื่อเอาหนังจนจำนวนในปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 250,000-500,000 ตัว
6.ปลาชะโด

ปลาชะโดมีความยาวได้ถึง 1 เมตรพวกมันกินสัตว์มีกระดูกสันหลังอย่างกบและปลาเป็นอาหารแต่อย่างไรก็ตามเจ้านี้จะเข้าโจมตีอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวได้ปลาชะโดนั้นสามารถขึ้นมาฮุบอากาศและสามารถมีชีวิตรอดนอกน้ำได้นานเป็นถึง 4 วันซึ่งทำให้พวกมันอยู่รอดได้นานขึ้นในหน้าแล้วโดยการฝังตัวในโคลนปลาชะโดนั้นเป็นปลารสเลิศและบางคนก็เลี้ยงเป็นปลาสวยงาม (จขกท. คนนึงล่ะ) ซึ่งเจ้านี้ก็มีชื่อเสียงในวงการไม่น้อยในเรื่องความดุ
 
7.เต่ามาทามาท่า 

เต่ามาทามาท่า (Chelus fimbriatus) คือเต่าน้ำจืดที่สามารถพบได้ในแม่น้ำอะเมซอนและโอริโนโค่ในทวีปอเมริกาใต้ เจ้าเต่าหน้าตาประหลาดนี้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในน้ำตื้นๆซึ่งมันสามารถโผล่หัวขึ้นมาหายใจได้ เต่ามาทามาท่ามีขนาดค่อนใหญ่ประมาณ 15 กก. พวกมันกินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและปลาเป็นอาหาร เจ้านี้ไม่เป็นอันตรายอยู่มนุษย์ถึงแม้ว่าจะมีหน้าตาขัดกันก็ตาม
 
8.ปลาบึก

ปลาบึกคือปลาน้ำจืดในตระกูลปลาดูกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกพวกมันมีขนาดถึง 3.2 เมตร, หนักถึง 300 กก.และ มีอายุยาวนานถึง 60 ปีในอดีตปลาบึกพบได้มากมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่ในปัจจุบันพวกมันเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างมากเพราะมนุษย์ที่ไปทำลายถิ่นที่อยู่

 
9.แมงมุมระฆังดำน้ำ 

แมงมุมระฆังดำน้ำ (Argyroneta aquatica) คือแมงมุมสปีชีส์เดียวที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในน้ำ เจ้านี่ต้องหายใจเอาอากาศเพราะความที่เป็นแมงมุม แต่มันก็สามารถสร้างอากาศขึ้นมาเองได้โดยการสร้างฟองน้ำที่จะถูกแบกไปไหนมาไหนด้วยขนที่ขาและท้อง เจ้าแมงมุมนั้นจะต้องขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นครั้งคราวเพื่อเติมอากาศ แมงมุมระฆังดำน้ำนั้นอาศัยอยู่ในยุโรปทางเหนือและตอนกลาง และเอเชียเหนือ ตัวผู้ในสปีชีส์นี้มีขนาดใหญ่กว่า (ปรกติแล้วแมงมุมตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่า) การกัดของแมงมุมระฆังดำน้ำนั้นเจ็บปวดไม่เบาและทำให้เเหยื่อมีไข้
 
10.อะนาคอนด้า

อะนาคอนด้านั้นคือหนึ่งในงูขนาดใหญ่ที่สุดในโลกพวกมันอาศัยอยู่ตามแม่น้ำและพื้นที่แชะในอเมริกาใต้คำว่า “อะนาคอนด้า” นั้นมาจากคำในภาษาทมิฬ “อะนาอิโคยร่า” ซึ่งแปลว่านักฆ่าช้างเจ้างูนี้กินปลา, นก, สัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ, และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเล็กเป็นอาหารแต่ในบางครั้งพวกมันก็อาจจะโผล่มากินปศุสัตว์หรือแม้แต่คนอะนาคอนด้านั้นเป็นงูที่ฆ่าเหยื่อด้วยการรัดและจะกินเหยื่อลงท้องทั้งตัว

 
11.กระเบนราหูน้ำจืด

กระเบนราหูน้ำจืดอาศัยอยู่ในแม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย พวกมันสามารถยาวได้ถึง 5 เมตรและหนักถึง 600 กก. เจ้าปลานี้เป็นปลาที่คนไม่ค่อยรู้จักและก็หาได้ไม่ง่ายเพราะพวกมันมันมักจะฝังตัวอยู่ในพื้นแม่น้ำ กระเบนราหูน้ำจืดกินหอยและปูเป็นอาหาร ซึ่งพวกมันก็ล่าโดยการตรวจจับกระแสไฟฟ้าที่เหยื่อปล่อยออกมา เมื่อโดนรบกวน เจ้านี้จะใช้หนามตรงหางที่เต็มไปด้วยพิษเป็นอาวุธ ซึ่งหนามนี้ยาวได้ถึง 38 ซม.

 
12.ปลาแวมไพร์ 

ปลาแวมไพร์หรือพายารา (Hydrolycus scomberoides) คือปลานักล่ากินเนื้อที่คนไม่ค่อยรู้จักซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำอะเมซอนและแม่น้ำโอริโนโค่ พวกมันกินปลาขนาดเล็กกว่า โดยเฉพาะปิรันย่าเป็นอาหาร ซึ่งเจ้านี้จะล่าเหยื่อด้วยการใช้ฟันแหลมๆที่สามารถยาวได้ถึง 15 ซม.แทง

 
 13. แคนดีรู

แคนดีรูนั้นคือปลาดุกพาราไซส์ในวงศ์ Trichomycteridaeพวกมันกินเหงือกของปลาขนาดใหญ่กว่าเป็นอาหาร เจ้าปลาตัวกระจิ๋วนี้คงเป็นปลาที่คนกลัวกันมาที่สุด...เพราะอะไรน่ะหรอ???...เพราะเจ้านี้ชอบว่ายมากับปัสสาวะน่ะสิ...แล้วมันน่ากลัวอย่างไรล่ะ???...ลองสมมุติว่าคุณ (ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย) ลงเล่นน้ำในถิ่นเจ้าแคนดีรูและเกิดอยากปล่อยขึ้นมา ปัสสาวะของคุณนั้นจะดึงดูดเจ้านี่เข้ามาและมันก็จะว่ายตรงเข้าสู่รูปล่อยปัสสาวะนั่นแหละ ถ้าเจ้านี้มุดเข้ารูของคุณ คุณก็มี 3 ทางเลือกก็คือ (1) ดึงมันออกและตายจากการเวียเลือดเพราะกระดูกสันหลังของเจ้านี้โค้งไปด้านหลังซึ่งทำให้ครูดไปกับผนังรูของคุณ (2) ปล่อยไว้อย่างนั้นและเสี่ยงกับความตายจากการติดเชื้อเพราะหลังจากที่คุณออกจากน้ำ เจ้าปลานี้ก็จะตาย (แหมก็มันเป็นปลาที่ต้องอาศัยในน้ำนี่เนาะ) หรือ (3) ไปผ่าออก ซึ่งวิธีการนี้ก็คงจะเจ็บไม่น้อยสำหรับคุณผู้ชาย

กุหลาบนานาชนิด

 กุหลาบนานาชนิด
                สำหรับนักปลูกหน้าใหม่ การได้ศึกษาประเภทต่างๆของกุหลาบนับว่าเป็นประโยชน์ในการที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะเลือกปลูกกุหลาบแบบไหน เพราะกุหลาบมีมากมายหลายประเภทและแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นขนาดของต้น ดอก  สี กลิ่น หรือแม้แต่ความทนทานต่อโรค  ลองทำความรู้จักกับกุหลาบแต่ละประเภท เพื่อคุณจะได้สนุกกับการปลูก
 
      Hybrid Tea หรือกุหลาบตัดดอก  เป็นกุหลาบที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดากุหลาบที่ปลูกกัน เนื่องจากมีรูปทรงที่สวยงาม สีของดอกที่หลากหลายและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ   กุหลาบประเภทนี้จะออกดอกในลักษณะดอกเดี่ยว  ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกซ้อนกันสวยงาม  ก้านดอกแข็ง
ลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 1-2 เมตร มีหลายสีหลายพันธุ์
   สีที่นิยมได้แก่สีแดง สีชมพู สีเหลือง สีส้มและสีขาว พันธุ์ที่นิยมได้แก่พันธุ์คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior)  พันธุ์อเล็กซเรด (Alex's Red)  พันธุ์มิสออลอเมริกัน (MissallAmerican) กุหลาบประเภทนี้นอกจากจะถูกตัดดอกเพื่อนำไปจัดแจกันหรือจัดเป็นช่อดอกไม้ตามร้านดอกไม้แล้วยังปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านและสถานที่ต่างๆด้วย
 
         Floribunda หรือกุหลาบพวง   คำว่า Floribunda มาจากภาษาลาตินมีความหมายว่า "many flowers" กุหลาบชนิดนี้เกิดจากาการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง Hybrid Tea และ Polyantha จะออกดอกเป็นช่อ  ช่อหนึ่งๆ จะมีดอกหลายดอกและมักจะบานพร้อมกัน  ดอกมีขนาดเล็ก ก้านดอกสั้นและอ่อน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในแปลงหรือในกระถางเพื่อความสวยงามมากกว่าจะตัดดอก

 
      Grandiflora เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่าง Hybrid Tea กับ Floribunda ทำให้มีดอกขนาดใหญ่ ก้านดอกยาวแข็งแรง  ไม่มีกลิ่นหอ   ลำต้นสูงข็งแรง ทนทาน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับหรือเป็นกุหลาบตัดดอกก็ได้

 
      Miniature หรือกุหลาบหนู เป็นกุหลาบที่มีดอกขนาดเล็ก ออดดอกเป็นพวง  ไม่หอม  ต้นสูงไม่เกิน 1 ฟุต เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อม นิยมปลูกประดับแปลงหรือเป็นไม้กระถาง

 
      Climber หรือกุหลาบเลื้อย กุหลาบชนิดนี้มีต้นสูงตั้งแต่ 12 ฟุตขึ้นไป ลำต้นตั้งตรง ลำต้นหรือกิ่งจะทอดยาวอ่อนโค้งได้ไกล  เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้เลื้อยเกาะตามซุ้มต้นไม้ แนวกำแพง หรือแนวรั้ว ลักษณะดอกอาจออกดอกเป็นพวงหรือเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่
 
 
    Shrub หรือกุหลาบพุ่ม เป็นกุหลาบพันธุ์ป่า ต้นเป็นทรงพุ่ม ออกดอกเป็นช่อ เช่นRosa Rugosa

 
     Polyandry  เป็นไม้พุ่มต้นเตี้ย   ออกดอกเป็นพวง
ดอกขนาดเล็กคล้ายกุหลาบหนู ลำต้นมีความแข็งแรง ทนทาน เป็นกุหลาบลูกผสมระหว่าง Rosa Multiform กับ 
Rosa Chinese

 
    Rambler ลักษณะต้นยาว อ่อนโค้ง ออกดอกเป็นพวง ดอกมีขนาดเล็ก

10 ต้นไม้ต้องห้ามปลูกแล้วอาจดวงตก

10 ต้นไม้ต้องห้ามปลูกแล้วอาจดวงตก

หากช่วงนี้ใครกำลังมองหาต้นไม้มาแต่งสวนในบ้านเพื่อความร่มรื่นสวยงาม การเลือกพันธุ์ไม้ก็มีผลในทางฮวงจุ้ยเหมือนกัน เพราะหากเลือกต้นไม้ที่เป็นชื่อมงคลแล้วก็จะช่วยส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีโชคลาภหรือความเจริญ แต่หากเป็นต้นไม้ที่มีชื่ออัปมงคลแล้ว อาจนำโชคร้ายมาสู่ผู้อยู่อาศัยได้ วันนี้เราจึงนำต้นไม้ที่มีชื่อไม่เป็นมงคล ไม่ควรปลูกไว้ภายในบ้านมาฝากชาวสนุก!ดูดวงทุกคนที่กำลังอยากแต่งสวนสวยๆ ด้วยกันค่ะกัน

10 ต้นไม้ปลูกแล้วดวงตก

1. ต้นรัก หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้นรักถึงไม่ควรปลูกไว้ในบ้านทั้งๆ ที่ชื่อก็ฟังน่าจะไปในทิศทางที่ดี แต่ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่า ต้นรักจะทำให้ความรักยุ่งยากขึ้นและกลายเป็นคนมากรัก(เจ้าชู้) นอกจากนี้ ยางของต้นรักหากไปสัมผัสโดนเข้าอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้
2. ต้นมะละกอ จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีชื่อไม่เป็นมงคลนัก บางคนเชื่อว่ามะละกอ เหมือนกับการแตกออกเป็นกอ หรือ "ละ"จากเผ่าจากกอ ส่งผลให้คนภายในบ้านไม่มีความสุข เพราะลูกหลานจะแตกแยกออกไปเป็นกลุ่มๆ มีความคิดที่ขัดแย้งกัน ทะเลาะเบาะแว้งจนหาความสุขไม่ได้ แต่ถ้าต้องการจะปลูกไว้รับประทาน ควรปลูกไว้ริมรั้วนอกบ้าน
3. ต้นระกำ จากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าระกำช้ำชอก เพราะฉะนั้นโบราณจึงถือว่าต้นระกำนั้นไม่เป็นมงคล หากปลูกไว้ในบ้านจะนำความชอกช้ำ ระกำใจ มาให้อยู่ตลอดเวลา
4. ต้นชวนชม มีความหมาย 2 นัย ด้วยกัน ทั้งดีและไม่ดี หากมองในด้านดี การปลูกต้นชวนชมเอาไว้ในบ้านจะส่งผลให้มีผู้คนมาชื่นชม นิยมยกย่อง กลายเป็นที่รักของคนทั่วไป แต่หากมองในแง่ร้าย ต้นชวนชมจะชักชวนให้คนมาเชยชม จึงไม่เหมาะที่จะนำมาปลูกภายในบ้านที่มีลูกสาววัยแรกรุ่น เพราะอาจจะเป็นการชักนำหนุ่มๆ ให้เข้ามาหาลูกสาวได้ เป็นการปูทางให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้น นอกจากนี้ยางของต้นชวนชมค่อนข้างจะเป็นอันตราย หากไปสัมผัสโดนเข้า อาจเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน
5. ต้นมะรุม เป็นต้นไม้ที่มาตั้งแต่โบราณนิยมนำมาทำแกงส้ม ชื่อของต้นมะรุมจะไปคล้องจองกับคำว่า มะรุมมะตุ้ม ซึ่งจะมีแต่เรื่องไม่ดีมารุมกระหน่ำเข้ามาจนอยู่ไม่เป็นสุข
6. ต้นชบา เรามักจะเห็นหลายๆ บ้านปลูกต้นชบา เพราะสีสันของดอกที่สวยสะดุดตา ทำให้บ้านดูสวยงาม แต่ในสมัยโบราณ ไม่นิยมปลูกต้นชบาเอาไว้ในบริเวณบ้าน เพราะดอกชบานั้นมักถูกนำไปใช้ในเรื่องร้ายๆ อย่างเช่น นำดอกชบามาร้อยเป็นพวง แล้วนำไปสวมคอหญิง-ชาย ที่เป็นชู้ หรือลักลอบได้เสียกัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเล่นชู้ รวมทั้งนำพวงมาลัยดอกชบาไปสวมคอนักโทษที่กำลังจะถูกประหารอีกด้วย
7. ต้นโพธิ์ ไม่ใช่ต้นไม้อัปมงคล แต่ก็ไม่ควรนำมาปลูกในบ้าน เพราะเชื่อกันว่าต้นโพธิ์ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เหมาะสำหรับปลูกตามวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่า
8. ต้นงิ้ว ไม่ควรปลูกไว้ในบ้าน เพราะเป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการมีชู้ แต่หากปลูกตามสถานที่ที่เป็นองค์กร อาคารสำนักงาน หรือสวนอาหารบางแห่ง ก็ไม่เป็นไร เพราะงิ้วเป็นต้นไม้สูงใหญ่และดูงามตา
9. ต้นเต่าร้าง เชื่อกันว่าหากสามีภรรยาคู่ใด ปลูกต้นเต่าร้างเอาไว้ในบ้าน อาจมีเรื่องต้องเลิกรากันไป เพราะชื่อของเต่าร้างแสดงความหมายไปในทางเลิกราหรือหย่าร้างกันอยู่แล้ว
10. ต้นนางแย้มป่า ห้ามปลูกต้นนางแย้มป่าในบ้านโดยเด็ดขาด ตามความเชื่อนางแย้มป่าเป็นต้นไม้ที่มีภูตผีปีศาจสิงอยู่ หากปลูกไว้ภายในบ้าน วันดีคืนดี ต้นนางแย้มป่าจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ ทำร้ายรังแกผู้คนในบ้านให้หวาดผวาเสียขวัญ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย